ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก
ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Thai Notary Law & Service Co., Ltd. corporate seal logo

Thai Notary Law & Service Co., Ltd.

เลขทะเบียนนิติบุคคล 0405565001923

ก่อตั้ง 2022 · ขึ้นทะเบียนสภาทนายความฯ

ศูนย์ข้อมูลช่วงเปลี่ยนผ่าน

อพอสติล (Apostille) ประเทศไทย — คู่มือช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับผู้ยื่นเอกสารข้ามประเทศ

ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille แล้ว แต่ยังไม่มีผลบังคับทันที หน้านี้อธิบายว่าเอกสารของคุณต้องเดินสายไหน ควรรอหรือไม่ควรรอ และวิธีเรียงลำดับงานไม่ให้เสียเงินซ้ำสองรอบ

6
ทนาย Notary
77
จังหวัด
40+
ภาษา

ทีมงานของเรา

คลิกเพื่อดูภาพเต็ม

ทนาย Notary Public ประทับตราทองรับรองเอกสารในสำนักงานกฎหมายกลางกรุงเทพฯ

งานฝีมือระดับสูงสุด

ทุกตราประทับ ทุกงานแปลรับรอง ทุกการรับรองสถานทูต — ประณีตทุกขั้นตอนโดยสำนักกฎหมายที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตั้งแต่ปี 2565

ทนายผู้ทำคำรับรองในสังกัด 6 ท่าน

หนังสือรับรองนิติบุคคล (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า)

ตรวจสอบโดย

DBD · กรมพัฒน์ฯ

🏛

ก่อตั้ง

2022

🌐

ครอบคลุม

180+ ประเทศ

ทนาย Notary Public ขึ้นทะเบียนสภาทนายความฯ ทั้ง 6 ท่าน

คลิกใบอนุญาตเพื่อดูภาพเต็ม · ทุกท่านขึ้นทะเบียน Notarial Services Attorney กับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์

ประเทศไทยยื่นภาคยานุวัติสารเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เมื่อ 30 มิถุนายน 2569 แต่จะมีผลบังคับใช้กับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก่อนถึงวันดังกล่าวยังไม่มีหน่วยงานไทยใดออก Apostille ได้ เอกสารจึงยังต้องผ่านการรับรองกรมการกงสุลและสถานทูตประเทศปลายทางตามเดิม ดังนั้นเอกสารที่ต้องใช้ก่อนวันมีผลบังคับให้เดินสายเดิมคือ แปลรับรอง → กรมการกงสุล → สถานทูตปลายทาง ส่วนเอกสารที่ใช้หลังวันดังกล่าวและปลายทางเป็นประเทศภาคี จึงจะขอ Apostille ใบเดียวจบได้

อนุสัญญาHCCH ฉบับที่ 12 (5 ตุลาคม ค.ศ. 1961) ว่าด้วยการยกเลิกการต้องรับรองเอกสารมหาชนต่างประเทศ
วันยื่นภาคยานุวัติสารของไทย30 มิถุนายน 2569
วันมีผลบังคับกับไทย28 กุมภาพันธ์ 2570
สถานะปัจจุบันยังไม่มีผลบังคับ — ยังออก Apostille ไม่ได้
หน่วยงานผู้มีอำนาจออก (Competent Authority)กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
เอกสารที่ Apostille ครอบคลุมเอกสารมหาชน เช่น ทะเบียนราษฎร ทะเบียนพาณิชย์ คำพิพากษา เอกสารรับรองโดยโนตารี
เอกสารที่ Apostille ไม่ครอบคลุมเอกสารทางการทูต/กงสุลบางประเภท และเอกสารพาณิชย์-ศุลกากรที่เกี่ยวกับการค้าโดยตรง
แหล่งอ้างอิงสถานะhttps://www.hcch.net/en/instruments/conventions/status-table/?cid=41

อะไรเปลี่ยน และอะไรไม่เปลี่ยน

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่า Apostille จะมาแทน “การรับรองเอกสารทั้งระบบ” ในความเป็นจริงอนุสัญญานี้ตัดออกเพียงขั้นตอนเดียวเท่านั้น คือขั้นตอนการนำเอกสารไปให้สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทางประทับตราซ้ำ ขั้นตอนต้นน้ำทั้งหมดยังอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นการขอคัดสำเนาจากนายทะเบียน การแปลโดยผู้แปลที่ปลายทางยอมรับ หรือการรับรองลายมือชื่อโดยผู้รับรองเอกสารที่ได้รับใบอนุญาต

พูดให้ชัดคือ Apostille เป็นการรับรอง “ความแท้ของลายมือชื่อและตราประทับของเจ้าหน้าที่ผู้ออกเอกสาร” ไม่ใช่การรับรองว่าเนื้อหาในเอกสารถูกต้อง และไม่ใช่การรับรองคำแปล หน่วยงานปลายทางจึงยังมีสิทธิ์เรียกคำแปลเพิ่ม กำหนดอายุเอกสาร หรือขอเอกสารประกอบอื่นตามกฎหมายภายในของเขาได้เสมอ

สิ่งที่เปลี่ยนแบบเห็นผลจริงคือเวลาและต้นทุน สายเดิมต้องนัดคิวสถานทูตซึ่งบางแห่งเปิดรับเพียงสัปดาห์ละสองวันและมีวันหยุดตามปฏิทินของประเทศตนเอง เมื่อขั้นตอนนี้หายไป งานที่เคยใช้เวลาสองถึงสามสัปดาห์จะเหลือเพียงรอบการทำงานของหน่วยงานผู้มีอำนาจออกใบเดียว และค่าธรรมเนียมสถานทูตซึ่งมักเป็นก้อนที่แพงที่สุดในสายจะหายไปทั้งก้อน

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนอีกอย่างคือประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคี เอกสารที่ส่งไปประเทศนอกภาคียังต้องใช้สายกงสุลเต็มรูปแบบเหมือนเดิมทุกประการ การเข้าเป็นภาคีของไทยไม่มีผลใด ๆ กับคู่ประเทศเหล่านั้น

เอกสารที่คาบเกี่ยววันมีผลบังคับ ควรทำอย่างไร

โจทย์ที่ยากที่สุดของช่วงเปลี่ยนผ่านไม่ใช่ “Apostille คืออะไร” แต่คือ “ตอนนี้ควรเดินสายเดิม หรือควรรอ” คำตอบขึ้นกับตัวแปรสามตัว ได้แก่ เส้นตายที่ปลายทางกำหนด อายุใช้งานของตัวเอกสารเอง และความยืดหยุ่นของหน่วยงานผู้รับ

หลักปฏิบัติที่เราใช้กับลูกค้าคือ ถ้าเส้นตายอยู่ก่อนวันมีผลบังคับ ไม่ต้องลังเล เดินสายเดิมทันที เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ถูกกฎหมาย และการรอจะทำให้พลาดเส้นตายแน่นอน ถ้าเส้นตายอยู่หลังวันมีผลบังคับเกินหกสัปดาห์ และเอกสารยังไม่ถูกออก ให้ชะลอการขอคัดสำเนาไว้ก่อน เพราะเอกสารทะเบียนราษฎรหลายชนิดมีอายุยอมรับที่ปลายทางเพียงสามถึงหกเดือน การรีบคัดตอนนี้อาจทำให้เอกสารหมดอายุพอดีตอนยื่นจริง

กรณีที่ต้องคิดมากที่สุดคือช่วงคาบเส้น คือเส้นตายอยู่หลังวันมีผลบังคับไม่กี่สัปดาห์ ในกรณีนี้เราจะไม่แนะนำให้เดิมพันกับวันเปิดให้บริการจริง เพราะการที่อนุสัญญามีผลทางกฎหมายกับรัฐหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าเคาน์เตอร์บริการ ระบบทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ และแบบฟอร์มจะพร้อมใช้ในวันเดียวกันเสมอไป แนวทางที่ปลอดภัยคือเดินสายเดิมให้เสร็จ แล้วเก็บสิทธิ์ขอ Apostille ไว้เป็นทางเลือกสำรองสำหรับชุดเอกสารรอบถัดไป

สถานการณ์คำแนะนำเหตุผล
เส้นตายก่อนวันมีผลบังคับเดินสายกงสุลเดิมทันทียังไม่มีหน่วยงานใดออก Apostille ได้ตามกฎหมาย
เส้นตายหลังวันมีผลบังคับ 6 สัปดาห์ขึ้นไป และปลายทางเป็นประเทศภาคีชะลอการคัดเอกสาร แล้วรอขอ Apostilleประหยัดค่าสถานทูตและกันเอกสารหมดอายุก่อนยื่น
เส้นตายคาบเส้น (ภายใน 6 สัปดาห์หลังวันมีผลบังคับ)เดินสายเดิมให้จบความพร้อมของเคาน์เตอร์บริการในวันแรกยังไม่การันตี
ปลายทางไม่ใช่ประเทศภาคีสายกงสุลเต็มรูปแบบเสมออนุสัญญาไม่ผูกพันรัฐนอกภาคี
เอกสารต้องใช้กับหลายประเทศพร้อมกันทำชุดละประเทศ ไม่ใช้ใบเดียวเวียนตราประทับปลายทางผูกกับประเทศผู้รับเฉพาะราย

เอกสารขาเข้า: ต่างประเทศ → ไทย

ทิศทางขาเข้ามีตรรกะกลับด้านกับขาออก และเป็นจุดที่คนสับสนมากที่สุด เอกสารจากประเทศภาคีที่จะนำมาใช้ในไทยจะได้ประโยชน์จากอนุสัญญาก็ต่อเมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยแล้วเท่านั้น ก่อนหน้านั้น ต่อให้ต้นทางประทับ Apostille มาให้เรียบร้อย หน่วยงานไทยยังต้องการตราสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศนั้นเพิ่ม

เมื่ออนุสัญญามีผลแล้ว ภาพจะเปลี่ยนเป็น เอกสารต้นทางประทับ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น แล้วนำเข้ามาแปลเป็นภาษาไทยโดยผู้แปลที่หน่วยงานผู้รับยอมรับ จากนั้นยื่นต่อหน่วยงานปลายทางในไทยได้เลย ไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก

ข้อควรระวังเฉพาะขาเข้าคือหน่วยงานภายในของไทยแต่ละแห่งปรับตัวไม่พร้อมกัน สำนักงานที่ดิน สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และศาล ต่างมีระเบียบปฏิบัติของตนเอง ในช่วงหลายเดือนแรกเราแนะนำให้ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่องโดยตรงก่อนเดินทาง และพกสำเนาหน้าสถานะภาคีไปด้วยเพื่อใช้อธิบายหากเจ้าหน้าที่ยังไม่คุ้นเคย

  • e-Apostille จากต้นทางควรพิมพ์สีพร้อมหน้าผลตรวจสอบจากทะเบียนออนไลน์ของผู้ออก
  • คำแปลควรลงวันที่หลังวันที่ของเอกสารต้นฉบับเสมอ
  • อย่าเย็บแม็กเอกสารชุดที่ต้องยื่น ใช้การเข้าเล่มแบบผูกริบบิ้นตามที่หน่วยงานกำหนด
  • เอกสารที่มีอายุจำกัด เช่น หนังสือรับรองความประพฤติ ให้เดินเรื่องปลายทางภายในกรอบอายุนั้น

ใครยอมรับ Apostille และใครยังไม่ยอมรับ

แม้กฎหมายระหว่างประเทศจะชัดเจน แต่ผู้รับเอกสารในทางปฏิบัติมีสามกลุ่มที่ตอบสนองต่างกัน กลุ่มแรกคือหน่วยงานรัฐของประเทศภาคีที่ทำงานกับเอกสารต่างประเทศเป็นประจำ เช่น สำนักทะเบียนราษฎร ศาล และหน่วยงานรับรองวุฒิการศึกษา กลุ่มนี้ยอมรับ Apostille ทันทีและมักปฏิเสธเอกสารที่มีตราสถานทูตเกินความจำเป็นด้วยซ้ำ

กลุ่มที่สองคือเอกชน เช่น ธนาคาร บริษัทประกัน นายจ้าง และมหาวิทยาลัย กลุ่มนี้ไม่ได้ผูกพันตามอนุสัญญาโดยตรง เขาอาจมีนโยบายภายในที่ยังเขียนว่าต้องมีตราสถานทูต การเจรจากับกลุ่มนี้ต้องใช้เอกสารอ้างอิงและความอดทน ควรขอชื่อผู้อนุมัติและอีเมลยืนยันไว้ล่วงหน้าเสมอ

กลุ่มที่สามคือรัฐนอกภาคี ซึ่งไม่มีข้อถกเถียง เพราะสายกงสุลเต็มรูปแบบยังเป็นทางเดียว การรู้ตั้งแต่ต้นว่าปลายทางอยู่กลุ่มไหนช่วยลดการทำงานซ้ำได้มากที่สุดในบรรดาปัจจัยทั้งหมด

ผลต่อค่าใช้จ่ายและเวลา

ในสายเดิม ต้นทุนแบ่งเป็นสามก้อนใหญ่ ได้แก่ ค่าแปลและค่ารับรองต้นน้ำ ค่าธรรมเนียมหน่วยงานรับรองของรัฐ และค่าธรรมเนียมสถานทูตปลายทาง ก้อนที่สามผันผวนที่สุดเพราะขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบายของแต่ละสถานทูต บางประเทศคิดต่อหน้า บางประเทศคิดต่อชุด และบางประเทศบวกค่าบริการเร่งด่วนแยกต่างหาก

เมื่อขั้นตอนนี้ถูกตัดออก ต้นทุนที่เหลือจะคาดการณ์ได้แม่นยำขึ้นมาก และเวลาที่ประหยัดได้จริงมักมาจากการไม่ต้องรอคิวนัด มากกว่าการลดเวลาประมวลผลของหน่วยงาน สำหรับงานที่ต้องส่งเอกสารหลายชุดต่อเดือน เช่น บริษัทที่ยื่นเอกสารจดทะเบียนซ้ำ ๆ ผลสะสมตรงนี้มีนัยสำคัญ

เราแนะนำให้ทำสองสิ่งเชิงบริหารก่อนถึงวันเปลี่ยนผ่าน หนึ่งคือทำบัญชีรายการเอกสารที่ต้องใช้ในหนึ่งปีข้างหน้าพร้อมประเทศปลายทาง สองคือแก้แบบฟอร์มภายในและคู่มือพนักงานที่ยังเขียนว่า “ต้องประทับตราสถานทูต” เพราะเอกสารภายในที่ล้าสมัยคือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ทีมงานเดินสายผิดหลังกฎเปลี่ยน

ขั้นตอนเตรียมตัวก่อนวันมีผลบังคับ (ทำได้ทันทีวันนี้)

  1. 1. ระบุประเทศปลายทางและสถานะภาคี

    ตรวจว่าประเทศผู้รับเอกสารเป็นภาคีอนุสัญญาหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ ให้วางแผนสายกงสุลเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้น

  2. 2. จับเส้นตายจริงของหน่วยงานผู้รับ

    บันทึกวันที่ต้องยื่นจริง ไม่ใช่วันที่อยากได้เอกสาร แล้วเทียบกับวันมีผลบังคับเพื่อเลือกเส้นทาง

  3. 3. ตรวจอายุใช้งานของเอกสารแต่ละฉบับ

    เอกสารบางประเภทมีอายุยอมรับสั้น อย่าคัดสำเนาเร็วเกินไปจนหมดอายุก่อนยื่น

  4. 4. เตรียมคำแปลให้ตรงข้อกำหนดปลายทาง

    ยืนยันว่าปลายทางรับคำแปลจากผู้แปลประเภทใด และคำแปลต้องลงวันที่หลังเอกสารต้นฉบับ

  5. 5. ขอหนังสือยืนยันจากผู้รับเอกสารเอกชน

    ธนาคารหรือมหาวิทยาลัยควรยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่ารับ Apostille เพื่อกันการตีกลับ

  6. 6. ปรับคู่มือและแบบฟอร์มภายในองค์กร

    แก้ข้อความที่ระบุว่าต้องมีตราสถานทูต ให้เป็นเงื่อนไขตามประเทศปลายทางแทน

  7. 7. ทำชุดสำรองหนึ่งชุดเสมอ

    ชุดสำรองที่ผ่านสายเดิมช่วยกันความเสี่ยงกรณีผู้รับปลายทางยังไม่ปรับระเบียบ

กรณีที่มักถูกตีกลับหรือปฏิเสธ

  • ยื่นเอกสารที่มีเพียง Apostille จากต้นทางต่อหน่วยงานไทยก่อนวันมีผลบังคับ ซึ่งยังขาดตราสถานเอกอัครราชทูตไทย
  • เข้าใจว่า Apostille รับรองคำแปลด้วย จึงไม่แนบคำแปลที่ปลายทางกำหนด
  • ใช้เอกสารชุดเดียวเวียนหลายประเทศทั้งที่ตราปลายทางผูกกับผู้รับเฉพาะราย
  • คัดสำเนาทะเบียนราษฎรล่วงหน้านานเกินไปจนเกินอายุยอมรับของหน่วยงานผู้รับ
  • พิมพ์ e-Apostille เป็นขาวดำหรือย่อขนาด ทำให้ตรวจสอบองค์ประกอบความปลอดภัยไม่ได้
  • เย็บแม็กเอกสารที่ต้องเข้าเล่มผูกริบบิ้น ทำให้ถือว่าชุดเอกสารไม่สมบูรณ์
  • เชื่อข้อมูลวันที่มีผลบังคับจากบล็อกที่ไม่อ้างอิงตารางสถานะภาคีอย่างเป็นทางการ

คำถามที่พบบ่อยเรื่องช่วงเปลี่ยนผ่าน

ตอนนี้ขอ Apostille ในประเทศไทยได้หรือยัง
ยังไม่ได้ อนุสัญญาจะมีผลบังคับกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก่อนถึงวันนั้นไม่มีหน่วยงานใดในไทยออก Apostille ได้ เอกสารยังต้องผ่านกรมการกงสุลและสถานทูตปลายทาง
เอกสารที่รับรองด้วยสายเดิมไปแล้ว จะใช้ไม่ได้หลังวันมีผลบังคับหรือไม่
ยังใช้ได้ตามปกติ การเข้าเป็นภาคีไม่ได้ทำให้เอกสารที่ผ่านการรับรองโดยชอบก่อนหน้านั้นเสียไป ข้อจำกัดที่ยังอยู่คืออายุใช้งานของตัวเอกสารเองและเงื่อนไขของหน่วยงานผู้รับ
ควรรอขอ Apostille เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายหรือไม่
ให้ดูเส้นตายเป็นหลัก ถ้าต้องยื่นก่อนวันมีผลบังคับต้องเดินสายเดิมเท่านั้น ถ้าเส้นตายอยู่หลังวันมีผลบังคับพอสมควรและปลายทางเป็นประเทศภาคี การรอมักคุ้มค่ากว่าเพราะตัดค่าธรรมเนียมสถานทูตออกทั้งก้อน
Apostille ใบเดียวใช้ได้กับทุกประเทศเลยไหม
ใช้ได้กับประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาเท่านั้น และต้องเป็นภาคีที่ไม่ได้คัดค้านการเข้าเป็นภาคีของอีกฝ่าย สำหรับรัฐนอกภาคียังต้องใช้สายกงสุลเต็มรูปแบบ
เอกสารประเภทใดขอ Apostille ไม่ได้
อนุสัญญาใช้กับเอกสารมหาชน จึงไม่ครอบคลุมเอกสารที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ทางการทูตหรือกงสุลบางประเภท และเอกสารทางปกครองที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้าหรือพิธีการศุลกากร เอกสารเอกชนต้องให้ผู้รับรองเอกสารรับรองลายมือชื่อก่อนจึงจะเข้าข่าย
Apostille มีวันหมดอายุหรือไม่
ตัวตราประทับไม่มีวันหมดอายุ แต่เอกสารต้นเรื่องอาจมีอายุยอมรับที่ปลายทาง เช่น หนังสือรับรองความประพฤติหรือหนังสือรับรองบริษัท จึงควรนับเส้นตายจากอายุของเอกสารต้นเรื่องเป็นหลัก
e-Apostille จากต่างประเทศใช้กับหน่วยงานไทยได้ไหม
ใช้ได้เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยและหน่วยงานผู้รับตรวจสอบได้ ควรพิมพ์สีขนาดเต็มพร้อมแนบหน้าผลตรวจสอบจากทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ออก ลงวันที่ใกล้กับวันยื่น
ถ้าหน่วยงานผู้รับยังยืนยันว่าต้องมีตราสถานทูต ควรทำอย่างไร
ขอชื่อผู้รับผิดชอบและระเบียบที่อ้างอิงเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วยื่นหนังสือชี้แจงพร้อมหน้าสถานะภาคี หากยังไม่ยอมรับ ทางที่เร็วกว่าคือทำสายกงสุลคู่ขนานเพื่อไม่ให้เส้นตายเสียหาย

อ่านต่อเพื่อลงมือทำ

ไม่แน่ใจว่าควรเดินสายไหน ให้เราช่วยวางลำดับงานให้

ส่งรายการเอกสารและประเทศปลายทางมาให้เรา ทีมงานจะประเมินว่าควรเดินสายกงสุลเดิมทันที หรือรอขอ Apostille แล้วตอบกลับพร้อมกรอบเวลาที่ชัดเจน

ข้อมูล ณ 2026-07-29 · ข้อมูลสถานะอ้างอิงตารางสถานะภาคีของ HCCH (อนุสัญญาฉบับที่ 12) โปรดตรวจสอบกับกรมการกงสุลก่อนดำเนินการ: https://www.hcch.net/en/instruments/conventions/status-table/?cid=41